Tuesday, October 24, 2006

สืบค้นวิทยานิพนธ์


สืบค้นวิทยานิพนธ์http://chanikayin

ชื่องานวิจัย ภาษาไทย การเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์แบบร่วมมือกับแบบปกติชื่องานวิจัยภาษาอังกฤษ A COMPARISON OF PRESCHOOL CHILDREN’S CREATIVETHINKING BETWEEN THE GROUP RECEIVING COOPERATIVE ART ACTIVITIES AND THE GROUP RECEIVING CONVENTIONAL ART ACTIVITIESประวัติผู้วิจัย ชื่อผู้วิจัย นางสาวจันทนี บุญคลัง ประวัติการศึกษา คบ. (การอนุบาลศึกษา) วิทยาลัยครูสวนดุสิต สถานที่ทํางาน สถาบันราชภัฏบุรีรัมย์ อําเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ตําแหน่ง อาจารย์ 2 ระดับ 7วัตถุประสงค์ของการวิจัย1.1.1 เพื่อศึกษาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์แบบร่วมมือ1.1.2 เพื่อศึกษาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์แบบปกติ1.1.3 เพื่อเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์แบบร่วมมือและแบบปกติวิธีการดําเนินวิจัยประชากรและกลุ่มตัวอย่าง1) ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นเด็กปฐมวัยอายุ 5 – 6 ปีที่ศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ของโรงเรียนอนุบาลบุรีรัมย์ สังกัดสํานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาจังหวัดบุรีรัมย์2) กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย จํานวน 1 ห้องเรียนจากจํานวน 6 ห้องเรียนจากนั้นทดสอบความคิดสร้างสรรค์ด้วยแบบทดสอบของเยลเลนและเออร์บันนําคะแนนที่ได้จากการทดสอบมาจับคู่คะแนนที่เท่ากันหรือใกล้เคียงกันเพื่อแบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็น 2 กลุ่ม ๆ ละ 20 คนจากนั้นสุ่มเพื่อจัดเป็นกลุ่มทดลองและ กลุ่มควบคุมเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย1) แผนการจัดกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์ ผู้วิจัยได้ศึกษาจากแผนการจัดประสบการณ์ชั้นอนุบาลปีที่ 2เล่มที่ 1 ปีการศึกษา 2537 ของสํานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติแล้วเขียนแผนการจัดกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์แบบร่วมมือเพื่อใช้กับกลุ่มทดลองส่วนกลุ่มควบคุมใช้แผนการจัดกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์ชั้นอนุบาลของสํ านักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ
2)แบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ของเยลเลนและเออร์บัน ( Jellen and Urban) หรือแบบทดสอบทีซีที – ดีพี (TCT – DP) ซึ่งผู้วิจัยได้นํามาหาความเชื่อมั่นโดยทดลองใช้กับเด็กปฐมวัยในโรงเรียนอนุบาลบุรีรัมย์ จํานวน 80 คน ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับกลุ่มตัวอย่าง ได้ค่าความเชื่อมั่น .69การเก็บรวบรวมข้อมูล1) ก่อนดํ าเนินการทดลอง ผู้วิจัยนํ าแบบทดสอบวัดความคิดสร้างสรรค์ของเยลเลนและเออร์บันทดสอบเด็กปฐมวัยกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม2) ผู้วิจัยเป็นผู้ดํ าเนินการทดลองสอนทั้งกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ โดยทดลองกลุ่มละ 40 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที กลุ่มทดลองได้รับการจัดกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์แบบร่วมมือ และกลุ่มควบคุมได้รับการจัดกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์แบบปกติ3) หลังจากเสร็จสิ้นการทดลองแล้ว ผู้วิจัยนํ าแบบทดสอบวัดความคิดสร้างสรรค์ไปทดสอบกับเด็กปฐมวัยกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมอีกครั้งการวิเคราะห์ข้อมูล1) เปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมก่อนและหลังการทดลอง โดยการทดสอบค่า (t-test) แบบกลุ่มสัมพันธ์2) เปรียบเทียบคะแนนความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมโดยการทดสอบค่าที (t – test) แบบกลุ่มไม่สัมพันธ์ผลการวิเคราะห์ข้อมูล1) เด็กปฐมวัยที่ได้รับกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์แบบร่วมมือ มีความคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 12)เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์แบบปกติ มีความคิดสร้างสรรค์ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานข้อ 23) เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์แบบร่วมมือ มีความคิดสร้างสรรค์สูงกว่าเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์แบบปกติอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 3ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะเพื่อเป็นประโยชน์สําหรับผู้ที่สนใจจะนําผลการวิจัยนี้ตลอดจนเป็นแนวทางการศึกษาวิจัยต่อไปดังนี้ข้อเสนอแนะในการนําผลวิจัยไปใช้ ควรนําวิธีการจัดกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์แบบร่วมมือในการใช้จัดกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์สํ าหรับเด็กปฐมวัย ครูผู้สอนควรศึกษารายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับการเรียนแบบร่วมมือและ ฝึกเด็กให้คุ้นกับวิธีการเรียนแบบร่วมมือและฝึกทักษะการทํางานร่วมกันก่อนที่จะใช้วิธีการสอนแบบร่วมมือข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป
ควรมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการเรียนแบบร่วมมือ เพื่อส่งเสริมพัฒนาการในด้านอื่น ๆ เช่น พัฒนาการทางสังคม พัฒนาการทางภาษา ควรมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับวิธีการเรียนแบบร่วมมือในกิจกรรมอื่นที่ส่งผลต่อการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย เช่น กิจกรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะ กิจกรรมเสริมประสบการณ์ ควรมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับวิธีการเรียนแบบร่วมมือนี้ไปทดลองโดยเครื่องมือวัดที่หลากหลาย เช่น สังเกตพฤติกรรมเด็ก ผลงานเด็ก ควรมีการศึกษาพัฒนาการของความคิดสร้างสรรค์เป็นระยะประเมินดู ความเปลี่ยนแปลงและความคงทนของความคิดสร้างสรรค์

0 Comments:

Post a Comment

<< Home